Profilo di -J-o-k-E-JokeMaMubFotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
JokeMaMub04 dicembre อีกมุมหนึ่งของ ภูสอยดาว ที่ให้ตายยังไงก็ไม่ได้เห็นในหน้าฝนทริบนี้เกิดจากการที่ปีที่แล้วไปภูกระดึงกะเพื่อนๆที่ภาคมา(เลื่อนลงไปดูblogอั่นก่อนหน้าได้) แล้วก็เลยติดใจอยากไปปีนภูอีกปีนี้ก็เลยว่าจะหาที่ไปเที่ยวกัน ก็เลยไปหาๆข้อมูลจาก board TKT ก็เลยสรุปว่าไปภูสอยดาวละกัน แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นสิเพราะว่าชวนใครก็ไม่ค่อยมีคนว่างไป ติดทำงานบ้าง ลางานไม่ได้บ้าง ไม่มีตังบ้าง อ้อล้อบ้าง ขี้เกียจบ้าง ฯลฯ อีกทั้งลองไปถามพี่ที่ TKT เค้าก็บอกว่าไปภูสอยดาวตอนนี้ทำไมอะน้อง ไม่มีอะไรให้ดูแล้วไปที่อื่นดีกว่า (ไอ้เราก็คิดว่ามันจะไม่มีอะไรดูจริงๆเหรอวะ บางคนมันก็ไปตอนธ.ค.เหมือนกันนี้หว่าแล้วพวกนั้นไปทำไมหละ?) ในโค้งสุดท้ายก็เลยกะเปลี่ยนไปเขาค้อแทนเพราะว่าจองที่พักได้ แต่ แต่ เมื่อมึโค้งสุดท้ายได้ ก็ต้องแหกโค้งสุดท้ายได้เหมือนกัน เพราะว่าคนที่ว่างไปก็บอกว่าไปเขาค้อมันสบายไป ไปภูสอยดาวดีกว่า (เป็นยังไงพวกที่ไปมา ลำบากกันพอมั๊ยจ๊ะ) ในที่สุดก็ตกลงเป็นภูสอยดาว ไปกัน 8 คน มี ผม พิ้ง แตง เป้อ อ้อ ปอน เด้ง กีร์ เมื่อตกลงกันได้
นี้ก็วันพุธแล้ว(ก่อนวันไป2วัน)ตายหละหว่าทำไงดีก็เลยต้องรีบไปซื้อของจำเป็นต่างๆเช่น เตนท์ ผ้าใบ เตาแก้ส ยาพ่นกันแมลง ฯลฯเมื่อถึงวันเดินทางวันศุกร์ที่ 30 พ.ย.50 นัดรวมพลที่จุฬา แล้วก็ไปหาซื้อของที่ Lotus แถวนั้น หมดตังไปรวม 988 บาท แล้วก็ออกเดินทางประมาณ4ทุ่ม
ไปถึง จ. อุตรดิตถ์ ก็ตี5ไปแวะบ้านอ้อก่อนไปกินข้าวเช้า+อาบน้ำอุ่น ก่อนที่จะไม่ได้อาบไปหลายวัน แล้วก็ไปตักบาตรเพื่อนเปนสิริมงคลก่อนไปปีนภู หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปแวะซื้อ ของสด ผัก และอาหารอื่นๆ ที่ตลาด อ.น้ำปาด หลังจากนั้นก็มุ่งสู่
อ.ช.ภูสอยดาว ไปถึงตอนเกือบ 11โมง ก็เอาของไปชั่งเพื่อจ้างลูกหาบแบกขึ้นไปให้บนภู กิโลละ 15 บาท 8คนล่อไปซะ 2070บาท แล้วก็ลงทะเบียนขึ้นภู ว่าไปกี่คน นอนกี่คืน และจ่ายค่ามัดจำขยะ 100บาท หลังจากนั้น ก็ไปกินข้าวกันที่ร้าค้าแถวๆที่ศูนย์อำนวยการนักท่องเที่ยว(มั้ง จำชื่อไม่ได้) กินข้าวเสร็จเริ่มเดินขึ้นสู่ยอดภู
ส่วนตัวผมเองก็แบกกระเป๋าไปใบนึง 5กิโล แหนะหนักฉิบ ระยะทางรวม 6.5KM!!!
ในช่วงแรกของทางขึ้นจะเป็นทางเดินในป่าลัดเลาะไปเลียบน้ำตกภูสอยดาวเป็นทางราบสลับกับทางชันเป็นระยะๆ
ช่วงต่อมาช่วงที่2 ก็เป็นทางราบสลับกัลทางชันเหมือนเดิมแต่สภาพป่าเปลี่ยนไปเป็นป่าแห้งกว่าป่าช่วงแรกและทางบางช่วงชันกว่าช่วงแรกเล็กน้อย โดยช่วง1และ2 ความลำบากก็พอๆกับภูกระดึง
และในที่สุดก็มาถึงก่อนช่วงสุดท้าย ช่วงนี้คือเนินมรณะครับ มรณะสมชื่อจริงๆ เนินปราบเซียนนี้ชิดซ้ายไปเลย ในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีแต่ทางขึ้น ทางขึ้น และทางขึ้นเพียงอย่างเดียว ไม่มีลานให้พักเลยนะครับ ถ้าจะพักก็อาศัยนั่งพัตามชะง่อนหินที่ปีนเอาหนะครับ เป็น 1.1KM สุดท้ายที่โหดจริงๆ ดูจากรูปนะครับ เราอยู่ที่ป้ายต้องเดินไปที่ยอดสูงๆนู่น
อันนี้เมื่อมาถึงจุดยอดของเนินมรณะแล้วมองลงไปนะครับว่าเราปีนมาสูงขนาดใหน
หลังจากนั้นก็เดนลงจากยอดเนินมรณะไปยังที่พักครับ
อันนี้เป็นสภาพทั่วไปบนลานสนที่ตั้งแค้มนะครับ ป.ล. ลืมถ่ายห้องน้ำมา สำหรับคนที่กลัวว่าห้องน้ำบนภูสะอาดหรือไม่นั้น ห้องน้ำก็เป็นโถส้วมแบบนั่งยองๆนะครับ ทำใหม่ไม่ทราบว่าสร้างมานานเท่าไรจากที่ดูสภาพก็ยังใหม่อยู่ สำหรับผู้ชายก็มีโถฉี่นะครับ แต่ต้องไปตักน้ำที่ลำธารมาราดเองนะครับ ห้องน้ำท่ีนี่สะอากกว่าห้องน้ำตามปั้มตามต่างจังหวัดบางปั้มอีกนะครับ ส่วนห้องอาบน้ำทำด้วยไม้นะครับ ข้างในเป็นไงไม่รู้เพราะไม่ได้อาบน้ำเลยอะครับเลยไม่ได้เข้าไปดู
มาถึงวันที่2ของการเดินทาง วันที่2ธ.ค.50 หลังจากได้พักผ่อนจากการเหนื่อยล้าของการเดินขึ้นภูมาแล้วก็เหนื่อยต่อเลย โดยการไปปีนยอดภูสอยดาวกัน โดยมีระยาทางจากที่พักไปถึงยอดประมาณ 2.5 KM แต่มีความสูงประมาณ 500M ครับ ออกเดินทางจากลานสนประมาณ 9โมงกว่าๆครับ
ทางเดินขึ้นช่วงแรกก็เดินผ่านลานสนหลังที่ทำการไปสู่ป่าด้านหลังครับโดยบางช่วงเป็นทางชันมากต้องใช้เชือกในการช่วยปีนครับ
จากนั้นก็ปีนกันมาเรื่อยๆจนเกือบถึงยอดแล้วครับ มีช่วงสุดท้ายที่ชันสุดๆ เกือบ 90องศา แถมต้องปีนขึ้นไปสูงซะด้วยมาถึงตรงนี้ประมาณเกือบบ่าย2 แต่กว่าจะปีนขึ้นไปถึงยอดทุกคนล่อไปบ่าย3เลยอะครับ
จากการปีนสุดโหดมาได้ซักหน่อย ในที่สุดก็ถึงยอดภูแล้วเมื่อทุกคนมาถึงก็รีบกีนข้าวอย่างหิวโหย 555 กับข้าวก็มี ปลากระป๋อง หอยป๋อง ใข่ต้ม ขนมปังทามายองเนส
อันนี้เป็นวิวต่างๆ ที่มองได้จากยอดภูนะครับ พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าท้องฟ้าเปิดจะเห็นไปได้ใกลกว่านี้ ข้างบนนี้หนาวใช้ได้เลยทีเดียวครับ ประมาณ 10องศากว่าๆ มีไอออกจากปากนิดน่อย
อันนี้เป็นรูปปริเวณเสาปักเขตแดน ไทย-ลาว บนยอดภูนะครับ น้อยคนนักที่จะได้ถ่ายรูปกะหลักนี้เพราะส่วนใหญ่ไปถ่ายรูปกันที่หลักเขตบริเวณหลังลานสนครับ อีกอันเป็นรูปพี่เจ้าหน้าที่ ที่พาพวกเราทั้ง8ชีวิตไปถึงยอดภูสอยดาวได้
อันนี้เป็นรูปลานบนยอดภูสอยดาวนะครับเล็กกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ย
เริ่มลงจากยอดภูสอยดาวเวลาประมาณ 15.30 (คนส่วนใหญ่จะกลับถึงลานสนประมาณนี้ แต่พวกเรายังอยู่บนยอดภูเลย !!!) เราก็เลยถามพี่เค้าว่าพี่ครับเคยกลับถึงที่พักค่ำๆมั้ยครับ พี่เค้าก็บอกว่า ไม่เคยเลย เราก็เลยถามต่อไปว่า แล้วดึกสุดที่เค้ากลับกันมันกี่โมง พี่เค้าก็บอกว่า3ทุ่ม ส่วนพวกเรานั้นถึงกี่โมงต้องติดตามดูต่อไปนะครับ โดยทางลงก็ลงทางเดียวกะทางขึ้นนะครับ บริเวณยอดภูยังหนาวและมีความชื้นอยู่พอสมควรก็เลยเห็นมอสได้ทั่วไปในบริเวณนี้
หลังจากนั้นพวกเราก็รีบลงจากยอดภูเพื่อจะให้ลงจากบริเวณยอดภูที่ทางชันที่สุดให้ได้ก่อนมืด แต่มันก็สายไปแล้วลงกันมาไม่ทันครับมืดซะก่อนโดยเรายังไปได้ไม่ถึงครึ่งทางเลย จากนั้นไฟฉายที่ขนกันไป 3 4 อันก็ต้องงัดออกมาใช้ขึ้นมา บรรยากาศก็เริ่มมืด มองขึ้นไปก็เห็นแต่ความมืด ไม่เห็นดวงดาวซักดวง เพราะว่า ฟ้าปิด และมีต้องไม้ปกคลุมอย่างหนานแน่นเป็นช่วงๆ เราก็ต้องปีนลงมาในความมืดโดยพึ่งแต่แสงของไฟฉาย โดยได้มีพี่เจ้าหน้าที่ที่เหลือที่ประจำการบนภูสอยดาวมาช่วยอีก2คน ลูกหาบอีก1คน รวมทั้งหมด 12ชีวิตต้องเดินลงจากยอดภูท่ามกลางความมืดมิดและหนาวเหน็บ ตอนนี้อุณภูมิน่าจะต่ำกว่า10องศานิดหน่อยแล้วครับ เดินไปได้ซักพักไฟฉายแแต่ละดวงก็เริ่มหรี่จนต้องเอา ถ่านจากกล้องมาใช้แทน แล้วตอนนี้ก็เหลือไฟฉายพียง3ดวงเท่านั้น พอเดินลงมาจากยอดภูเสร็จ ก็เข้าสูเนินป่าที่มีป่าใผ่เป็นระยะ เลยได้จุดคบเพลิงจากไม้ไผ่ได้ครับ แล้วก็เดินไปเรื่อยๆจนถึงที่พักเป็นเวลา5ทุ่มกว่าๆ
16 luglio มันเกิดจากความรัก เกิดจากความท้อแท้ในใจเพลงนี้แม่งงงงงงง โคตรเพราะ ว่าจะเอาลง BLOG แม่งลงไม่ได้โคตรงง ไม่รู็ server แม่งเป็นไร บอกให้ลองใหม่คราวหน้า เด๋ยวจะลองดูอีกที
555 ในที่สุดก็ลงได้แล้ว ที่ลงไม่ได้เพราะว่า ลงไว้นานเกินแล้วมันเปลี่ยนโปรแกรมใหม่ก็เลย ต้อง ลบลงใหม่ เรียบร้อย 10 dicembre ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชายไปภูกระดึงครับสาดดดดดดด
ไม่เคยคิดเลยนะเนี่ยว่าจะได้ไปภูกระดึงเมื่อไร ใครชวนไปทีไรไม่เคยจะอยากไปซักที พอมาปีนี้ ปี4 เรียนโคตรน้อย วันหยุดโคตรเยอะ ก็ได้โอกาสไปซักที ไม่ต้องหยุดเรียนด้วย 5 5 5 เราก็ได้ไปภูกระดึงกัน โดยมี กู หอย กิ๊ก(เพื่อนหอย) แตง เตย แช้ม ดีน อั้ม เป้อ หมิง ไปกัน10คน วันที่ 13-16ธ.ค.
วันจันทร์ 4 ธ.ค. ตอนเย็นก็ไปจองรถทัวร์ กัน หมดไป คนละ 362 บาท แล้วตอนเย็นก็ไปซื้อของจำเป็นต่างๆ เช่น พวก ยาสะผม สบู่เหลว ยากันยุง
พอวันอังคาร 5 ธ.ค. ก็อยู่บ้านจัดของไปพลางๆ ของโคตรเยอะเต็มกระเป๋าเลย
วันพุธ 6 ธ.ค. ก็ถึงวันออกเดินทางซักที พ่อไปส่งที่เกษตรตอน4โมงกว่าๆ แล้วไปรับพวกหมิง ดีน เตย แตง ที่สวนโย แล้วไปเก็บของที่หอหมิงก่อน พอตอนเย็นๆ ทุ่มกว่าๆก็เก็บของแล้วถือมารวมไว้ที่ปั้มคันเท็ก ข้างๆซอยหอหมิง แล้วก็รอคนครบแล้วก็นั่งรถไป สถาณีขนส่งหมอชิดกัน หลังจากนั้นก็รอขึ้นรถตอน 2ทุ่ม45
วัน พฤ 7 ธ.ค. ถึงผานกเค้า ตอน ตี4ครึ่ง แล้วก็ จองตั๋วรถกลับ แล้วนั่งรถ2แถว ไปซื้อ Beer สิงห์ ที่ตลาดภูกระดึงจากนั้นก็นั่งรถต่อไปถึงทางขึ้นภูกระดึง ตอนตี5ครึ่ง แล้วก็ ล้างหน้าเตรียมจัดของให้เรียบร้อยก่อนขึ้นภู พอ 7โมงครึ่ง เอาของไปชั่งน้ำหนัก ไปกัน10คนล่อไปซะ 104กิโล แล้วก็ไปกินข้าวต่อ พอ 7.45 ก็ได้เวลาขึ้นภูแล้ว ก็มานั่งคิดว่า จะเหนื่อยซักแค่ใหนกันวะ ปรากฎว่า ขณะเดินที่ ซำแฮก(ชื่อนี้ไม่มีมาเพราะโชคช่วย เพราะซำนี้แม่งเหนื่อยสัดๆ) เดินไป ไอ้เราก็เดินตาม อีหอย กิ๊ก ตามไปตามมาเหนื่อยสัดๆ ไม่รู้หอยแม่งจะรีบไปถึงใหนวะ ไอ้เราก็ ผู้ชายทั้งแท่ง จะยอมแพ้ผู้หญิง กะ กระเทยได้อย่างไร ก็เลยรีบเดินตามไป หอเริ่มเดินมาได้ซักพัก เริ่มไม่ใหวละเนื่อยสัดๆ ถึงโขดหินทีไร อยากจะพักทุกที เดินไปเดินมา เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก ก็ถึงจุดพักซะที หมดแรงเลย มึนหัวไปหมด แม่ง ก็เลยพักที่จุดนี้นานหน่อย ประมาน 45นาที แล้วก็เดินขึ้นต่อไปเรื่อยๆ พักตามซ้ำต่างๆ ไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุดก็ไปถึงหลังแปตอน เที่ยง แล้วก็พักถึงเที่ยงครึ่ง แล้วก็เดินต่อเข้าที่พัก อีก ปะมาน4กิโลมั้ง เริ่มร้อนละ แดกออก หลักจากตอนเดินขึ้นเขาไม่มีแดดเลย ถึงที่พักประมาณบ่าย 2 แล้วมาเอาของ+จ่ายตังให้ลูกหาบแล้วก็มากางเต้นแล้วก็จัดของเข้าที่พักแล้วก็ไปอาบน้ำ พักผ่อนไปเรื่อยๆ ตอนอาบน้ำ น้ำโคตรเย็น อากาศไม่ค่อยเย็นเท่าไรแต่น้ำเย็นสัดๆ ไม่รู้อาบเข้าไปได้ยังไง พอตอนเย็นก็ไปกินข้าว แล้วก็มานั่งแดกเบีย ขำๆ ตรงเต้น แล้วค่อยเข้านอนตอน4ทุ่มกว่าๆ ตกดึกๆ มี กวาง แล้วก็ หมูป่ามาเดินแถวๆ เต้นด้วยนะ
วันศุกร์ 8 ธ.ค. ตอนเช้าก็ตื่นมาตอน ตี4ครึ่งมาอาบน้ำแปรงฟันเพื่อเตรียมตัวไปดูพระอาทิตย์ขึ้น อุณภูมิตอนนอนก็ประมาณ 15-16 องศา แต่ไม่น่าเชื่อ กิ๊ก ไปอาบน้ำครับทั่น อาบไปได้ไงวะ อากาศก็เย็นแถมน้ำแม่งโคตรเย็น บรื้ววววว ดูพระอาทิตย์ เส็ด ก็เดินกลับมาที่พักแล้วก็กินข้าวเช้าแล้วก็ออกเดินทางต่อตอน 10โมง เดินไปเรื่อยๆ ดูวิว ดู น้ำตกต่างๆ ไปเรื่อย แล้วมาพักกินข้าวกลางวัน ที่ผาหล่มสัก แล้วก็เดินไปดูผาต่างๆ ต่อ แต่เย็นนี้เมฆเยอะเลยไม่เห็นพระอาทิตย์ตก แล้วก็เดินแบบมืดๆ ใช้ไฟฉายส่องทางกลับมาถึงที่พักมาตอน ทุ่มสองทุ่ม มาเจอเต้นเยอะขึ้นกว่าเดิม จากวันที่มา (วันที่มา คนขึ้นปะมาน 500-600คน ส่วนวันนี้คนขึ้นมา ประมาณ 1800คน) แล้วก็ไปอาบน้ำ น้ำก็ยังเย็นเหมือนเดิม แล้วก็มากินข้าวกัน แล้วก็ไปนั่งคุยๆ แดกเบียขำๆ จนถึงตี2 อากาศคืนนี้ไม่เย็นมาก แค่ 17-18องศาเอง
วันเสาร์ 9 ธ.ค. ตื่นนอน7โมงกว่า ล้างหน้าแปรงฟันเก็บที่พัก แล้วเอาไปชั่งของจ้างลูกหาบลงภู แล้วกินข้าวเช้า แล้วออกจากที่พักตอน 10.30 แล้วก้เดินลงภู ไปเรื่อยๆ แต่คนขึ้นสวนมาเยอะมากๆ วันนี้คนขึ้นมาประมาณ 8000คน เยอะฉิบหาย ขนาดตอนคนขึ้นมา 1800คน ยังคิดว่าข้างบนคนยังเยอะเลยนะ แย่งกันกิน แย่งกันอาบน้ำ แล้ว 8000หละ ไม่แย่งกันฉิบหายเลยเรอะ แต่ขาลงไม่เหนื่อยเท่าไร แต่โคตรเมื่อย เมื่อยกว่าขาขึ้นซะอีก มาถึงข้างล่างตอน บ่าย2ครึ่ง แล้วต้องรีบเอาของแล้วรีบขึ้น 2แถวไปที่ท่ารถ เพราะ ซื้อตั๋วรถเที่ยวตอน บ่าย3โมง กลัวจะไม่ทัน พอ บ่าย3ก็ถึงที่พักพอดี แต่รถยังไม่มา ก็ไปซื้อของกินนิดหน่อย แล้ว พอ บ่าย3 15นาที ก็ขึ้นรถ เดินทางกลับ บ้าน ถึงบ้านตอน 5ทุ่มครึ่ง
สรุป
ไปทริบนี้ ก็ดี อากาศดี เย็นสบาย ได้มาพักผ่อน(เหรอวะ) ได้มาภูกระดึงครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ถ้ามีคนชวนไปอีกครังก็คงคิดดูก่อนว่าจะไปดีป่าว จากที่ตอนขึ้นภูคิดว่าใครชวนไปอีกคงไม่ไปแล้ว ได้มิตรภาพ จากเพื่อนๆ ได้เพื่อนใหม่
26 settembre ไม่ใช่เพลงแล้วนะสรัด เข้ามาเม้นด้วยวร้อยสักวา ห้องคิงส์ กะห้องบ๊วย ว่ากันด้วย ความลำเอียง น่าอิจฉา ห้องบ๊วยโดด คาดโทษ ต่างนานา อ้ายเด็กห่า เด็กเหว เด็กเลวทราม ห้องคิงส์โดด เขาไป หาความรู้ น่าเชิดชู หายไป ทัศนศึกษา เรียนแบบเก่ง เปิดโลก นอกตำรา ไม่มีว่า เพราะเขาเก่ง เด็กเรียนดึ ขอถามว่า ต่อยกัน ใครจะผิด ไม่ต้องคิด เด็กห้องคิงส์ ถูกสิพี่ เขาเด็กเรียน ไม่หาเรื่อง ไม่ราวี ไม่เคยมี ความผิด ที่ติดตัว เด็กห้องบ๊วย โดนตราหน้า ว่าห่าเหว ชั่วช้าเลว มาสาย ไม่เป็นที่ ไม่เข้าเรียน เกเร ผิดทุกที ทั้งๆที่ เด็กสายวิทย์ ผิดเหมือนกัน เรื่องมาสาย ข้ออ้าง แม่งมีเยอะ ขอผมเหอะ ขอแฉ เป็นหน้าที่ เด็กห้องบ๊วย มาสาย ตายทุกที อ้างนู่นนี่ มัวเล่นเกมส์ ให้มันมือ เด็กสายวิทย์ อ่านหนังสือ เลยตาลาย หลับในห้อง ก็โดนเฉ่ง ว่าขี้เกรียจ แสนซีเรียส ทีมันหลับ ไม่ผลักไส ปล่อยเขาเถิด เขาเรียนหนัก มากเกินไป อ้ายฉิบหาย ผมเจอมัน อยู่ร้านเกมส์ อ่านหนังสือ ข้างใน ใช่หรือเปล่า สอดไส้เข้า เล่มใน โป๊ทุกเล่ม พอถึงจารย์ จับได้ โหโคตรเซง ให้ครื้นเครง เรียนหนัก เลยพักใจ ไม่เป็นไร หรอกครับ เด็กห้องวิทย์ ท่านไม่ผิด ท่านประเสริฐ เป็นไหนๆ ท่านจงเรียน จงเก่ง แข่งกันไป ข้างหน้าไซร้ ท่านคงได้ สมใจกัน จะเป็นหมอ ฆ่าเมีย ก็เอาเสีย เอ็นจิเนียร์ ตึกถล่ม ดั่งใจหวัง ส่วนพวกผม ห้องบ๊วย ไม่จีรัง วันหน้ายัง ไม่รู้ เป็นอะไร ห้องบ๊วยเอ๋ย เล่นเข้าเถิด ให้สนุก อย่ามัวทุกข์ ไปแข่งเขา จะเฉาได้ เรียนให้ฮา มาให้เฮ เป๋บ้าง ไม่เป็นไร ชีวิตไซร้ มีรสชาติ ขาดคงตาย หัวเราโง่ เรายอมรับ เรียนนั้นยาก อย่ามาดัด ซะให้ยาก จะไม่ไหว ผมเรียนให้ จบมอหก จบไวไว จะได้ไป ใช้ชีวิต ตามต้องการ จีพีเอ จีพีอาร์ อย่าได้ฝัน รามคำแหง สถาบัน อันยิ่งใหญ่ ลูกขุนราม 8ปี เจ๋งจะตาย แน่กว่าใคร ปริญญาไซร้ ได้เหมือนกัน รวยมาหน่อย รังสิต เซนต์จอร์นโลด เกษมบัณฑิต อย่างที่ฝัน ม.กรุงเทพ เอแบค จบเหมือนกัน ทีสำคัญ ใช้ชีวิต ให้คุ้มเอย 29 agosto คะแนนมิดเทอมออกแล้วหวะได้แต่เหลียวมองข้อสอบมิดเทอม
มันช่างยาก..เหลือเกิน ที่จะไป..ให้ถึงถึงขอบมีน เสร็จเสียที
ที่เราต้องทนทรมานอ่านหนังสือโต้รุ่งสองคืน..สองวัน
ไปยังฝัน..เกินมีน ปิดฉากเสียที..เมื่อจารย์ออกอย่างนี้
เซ็งเต็มทีกับข้อสอบที่มันวางตรงหน้า ออกไปนั่งเศร้าคงดีกว่า
*ยอมเข้าใจๆ จะไฟนอลกันก็มีแต่เอฟซ้า
ฉันเข้าใจๆ ก็เคยเอฟมา **ดรอปซ้า...ซะก่อนที่เอฟจะติดไป
คะแนนที่ฝันกันเอาไว้ จบแล้ว ไม่เหลือสักอย่าง ฉันอ่านมาเพียงแค่เท่านี้ ข้อสอบทำได้แค่ครึ่งทาง ก็คงต้อง ยอมรับมันๆ) (พรุ่งนี้ไม่เรียนแล้วเธอ) จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน เมื่อ เ ศื อก
จะเอฟคงห้ามไม่ได้ ต้องเซ็นต์ใบดรอปทั้งน้ำตาแม้แทบขาดใจ จะเปอร์เท่าไหร่ฉันก็จะยอม เพื่อเกรดในวันที่ดีข้างหน้า ให้คนอื่นได้พบความสุข ที่ตรงขอบมีน ฉันยอม....ยอม (ซ้ำ *, **)
ซะก่อนที่เอฟจะติดไป
คะแนนที่ฝันกันเอาไว้ จบแล้ว ไม่เหลือสักอย่าง ฉันอ่านมาเพียงแค่เท่านี้ ข้อสอบทำได้แค่ครึ่งทาง ก็คงต้องยอมรับมัน จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน ถ้า จุ้น จะเอฟก็จง ดรอปซ้า พากันได้เอ..ได้เอเถิดหนา จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน
ไปนอนละ ว่างๆ ไม่มีรัยทำ |
||||
|
|